ยกอุโบสถเก่าแก่อายุ 459 ปี |
ธเนศ วีระศิริ
เลขาธิการ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ |
| |
วัดแก้วฟ้า เป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าก่อสร้างสมัยช่วงกลางกรุงศรีอยุธยาราวปี พ.ศ. 2095 ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ มีหลักฐานสอดคล้องกับการศึกษาค้นคว้าทางด้านโบราณคดี ได้แก่ ลักษณะอุโบสถ พระพุทธรูป เสมา กำแพงแก้ว ช่องประตูที่กำแพงแก้ว ลักษณะเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองซึ่งตั้งอยู่ที่มุมกำแพงแก้วทั้งสี่มุมและเจดีย์ด้านหลังอุโบสถ ล้วนมีลักษณะเป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแทบทั้งสิ้น อุโบสถเก่าแก่ของวัดเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อใหญ่ที่ประชาชนยังหลั่งไหลมากราบไหว้มิได้ขาดเพราะเลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อ หากนับเวลาถึงปัจจุบันอุโบสถหลังนี้มีอายุราว 459 ปีแล้ว
|
เหตุใดจึงชื่อ แก้วฟ้า?....มีเรื่องเล่าว่าในช่วงก่อนที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจะขึ้นครองราชย์สมบัตินั้นมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในราชสำนัก พระเชษฐาต่างพระมารดาของพระองค์คือสมเด็จพระไชยราชาธิราชครองราชย์ได้ 13 พรรษาก็เสด็จสวรรคตกะทันหัน พระราชโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระไชยราชาธิราช คือ พระเจ้าแก้วฟ้า (บางตำราว่า พระเจ้ายอดฟ้า) ซึ่งมีพระชนม์ 11 พรรษา ได้รับอัญเชิญขึ้นครองราชย์สืบต่อ แต่ด้วยยังทรงพระเยาว์ยังออกว่าราชการไม่ได้ เหล่าเสนาอำมาตย์มนตรีจึงได้ร่วมกันเชิญพระเธียรราชา(ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ)เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แต่ด้วยความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากท้าวศรีสุดาจันท์ (พระชนนีเลี้ยงของพระเจ้าแก้วฟ้า)ที่ต้องการครองอำนาจทั้งหมด พระเธียรราชาเห็นว่าถ้ายังคงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่อไปเกรงว่าจะมีเภทภัยแก่ตนจึงลาออกผนวช จากนั้นไม่นานขุนวรวงศาธิราชซึ่งเป็นชู้รักกับท้าวศรีสุดาจันท์ได้จับสมเด็จพระเจ้าแก้วฟ้าปลงพระชนม์ที่วัดโคกพระยา แล้วสถาปนาตนเองขึ้นครองราชย์อยู่ได้ 5 เดือน ก็ถูกขุนพิเรนทรเทพรวมกับพวกจับฆ่า และเอาศพเสียบประจานไว้ที่วัดแร้ง จากนั้นอัญเชิญพระเธียรราชาลาผนวชขึ้นครองราชย์สมบัติทรงพระนามว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ภายหลังจากพระเธียรราชาขึ้นครองราชย์แล้วข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าแก้วฟ้าได้ร่วมกันสร้างวัดแก้วฟ้าขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงยุวกษัตริย์พระองค์นี้
|
วัดแก้วฟ้าตั้งอยู่ที่ตำบลบางขนุน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ห่างจากคลองบางกอกน้อยประมาณ 800 เมตร ในสมัยก่อนต้องเดินทางโดยเรือลัดเลี้ยวจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าคลองบางกอกน้อย แล้วเดินเท้าต่อผ่านสวนไร่นาเข้าไปอีกช่วงหนึ่งจึงจะถึงวัด มีข้อสังเกตว่าวัดนี้แตกต่างจากวัดอื่นในยุคสมัยเดียวกันตรงที่ไม่ได้ตั้งอยู่ชิดริมฝั่งคลองหรือแม่น้ำทั้งที่การสัญจรสมัยนั้นใช้เรือเป็นหลัก ที่เป็นเช่นนี้มีเรื่องเล่าว่าเพราะข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีพระเจ้าแก้วฟ้าได้หลบลี้หนีภัยมาอยู่บริเวณนี้ เมื่อเหตุการณ์สงบจึงร่วมใจกันสร้างวัดไว้
|
อุโบสถวัดแก้วฟ้าปัจจุบันอยู่ในสภาพทรุดโทรมและมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมทุกปี ระดับน้ำเคยท่วมสูงถึง 50 เซนติเมตรจากระดับทางเดินเท้ารอบอุโบสถ เป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปปฏิบัติกิจของสงฆ์ ยากต่อการดูแลรักษาและยังทำให้ชำรุดทรุดโทรมยิ่งขึ้น พระครูปลัดไพศาล กิตฺติภทฺโท ท่านเจ้าอาวาสวัดมีความเห็นว่าควรยกอุโบสถหลังนี้ขึ้นให้พ้นจากระดับน้ำที่เคยท่วมแล้วปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้ดูสวยงามเหมาะสมเป็นโบราณศาสนสถานให้ประชาชนได้เข้ามาทำบุญกราบไหว้หลวงพ่อใหญ่ที่เลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์รวมถึงได้ชมศิลปะอยุธยาช่วงตอนกลางที่มีอายุยืนยาวนานมาถึง 459 ปี
ตัวอุโบสถวัดแก้วฟ้าทำด้วยอิฐก่อทั้งหลัง โครงหลังคาทำด้วยไม้ กระเบื้องหลังคาชำรุดเสียหายต้องปิดชั่วคราวด้วยสังกะสี ภายหลังจากทำการยกอุโบสถแล้วจะมีการซ่อมแซมหลังคาให้กลับคืนสภาพในอดีต อาคารที่ก่อสร้างด้วยอิฐก่อเช่นนี้ไม่มีเสาหรือคานดังเช่นอาคารในปัจจุบัน แม้แต่ฐานรากของอาคารก็ทำด้วยอิฐก่อทั้งหมด เคยมีความเข้าใจว่าสมัยก่อนการก่อสร้างอาคารหลังใหญ่ๆ จะต้องนำท่อนซุงมาวางรองรับเป็นฐานราก แต่เท่าที่ขุดดินโดยรอบแล้วพบว่าอุโบสถวัดแก้วฟ้าไม่ได้วางอยู่บนท่อนซุงดังที่คาดไว้ ส่วนที่พบคืออิฐหักถมทับตลอดแนวผนังของอุโบสถ จากนั้นเป็นฐานรากอิฐก่อลักษณะเช่นเดียวกับผนังของอุโบสถวางทับลงบนอิฐหักโดยตรง ใช้เป็นฐานรากรองรับอุโบสถที่มีความสูงถึง 7 เมตร (สูงกว่าอาคาร 2 ชั้นในปัจจุบัน)
ลักษณะอาคารเช่นอุโบสถวัดแก้วฟ้านี้ในทางวิศวกรรมเรียกว่า อาคารชนิดผนังรับน้ำหนัก (Load-bearing wall building) อิฐก่อทุกก้อนที่ใช้ทำผนังจะเป็นตัวรับน้ำหนักจากหลังคา ส่งถ่ายแรงเป็นลำดับลงไปจนถึงฐานรากและส่งผ่านต่อจากฐานรากลงสู่ดินด้านล่าง การจะยกอาคารชนิดผนังอิฐก่อรับน้ำหนักเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจเรื่องของการถ่ายแรง การขุดเจาะผนังแต่ละตำแหน่งต้องผ่านการวิเคราะห์ว่าสามารถทำได้หรือไม่ หากขุดเจาะผิดตำแหน่งจะทำให้อิฐก่อเกิดการขยับตัว บิดตัวหรือแตกหักออกจากกัน การตระเตรียมการ และลำดับขั้นตอนการยกอุโบสถจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและต้องถูกต้องตามหลักวิศวกรรมเป็นลำดับนับตั้งแต่การขุดดิน การขุดเจาะฐานรากเดิมซึ่งเป็นอิฐก่อ การติดตั้งเสาเข็มเสริม การถ่ายน้ำหนักลงเสาเข็มใหม่ การยกอาคาร และการตรวจวัดระยะยกขณะทำการยกอุโบสถ
ความยากของการยกอาคารผนังอิฐก่อที่มีอายุเก่าแก่เช่นนี้มีสองส่วน คือ ขั้นตอนการทำเสาเข็มเสริมเพื่อรองรับอาคารทั้งหลัง และขั้นตอนการยกอาคารที่จะทำอย่างไรให้อาคารไม่เกิดการแตกร้าวเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่เดิม
ความยากประการแรกเรื่องการติดตั้งเสาเข็มเพื่อรองรับอุโบสถทั้งหลังนั้น เนื่องจากเป็นอาคารเก่ามีสภาพทรุดโทรมมากแล้ว เสาเข็มที่จะนำมาใช้ติดตั้งเพื่อรองรับอาคารต้องเลือกชนิดที่มีความแข็งแรงเพียงพอและขณะติดตั้งต้องไม่สั่นสะเทือนจนเป็นเหตุให้อาคารเกิดการแตกร้าว ดังนั้นเสาเข็มที่เหมาะที่สุดคือเสาเข็มเหล็กที่สามารถตัดต่อได้ง่ายและใช้วิธีการติดตั้งเสาเข็มลงดินด้วยแม่แรงไฮดรอลิกซึ่งจะไม่มีแรงสั่นสะเทือนขณะติดตั้ง ประเด็นปัญหาเรื่องการขุดเจาะฐานรากเดิมซึ่งเป็นอิฐก่อให้เป็นช่องลงไปเพื่อติดตั้งเสาเข็มใต้อุโบสถนั้นใช้วิธีการทำวงโค้งที่ผนังเหนือตำแหน่งขุดเจาะเพื่อถ่ายน้ำหนักออกไปด้านข้าง การทำวงโค้งจะใช้วิธีเจาะทะลุผนังเป็นเส้นโค้งซึ่งมีขนาดตามที่ได้วิเคราะห์ตามหลักวิศวกรรมไว้ จากนั้นนำอิฐหักใต้วงโค้งออกทั้งหมดแล้วเทคอนกรีตเข้าไปทดแทน เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้วจะสามารถขุดดินลงไปด้านล่างเพื่อขุดเจาะฐานรากเดิมออกได้ ซึ่งการขุดดินจะทำได้เมื่อมีวงโค้งที่ผนังแล้วอย่างน้อยสองวง สำหรับการติดตั้งเสาเข็มใช้วิธีการนำแม่แรงไฮดรอลิกดันเข้าใต้แนวผนังของอุโบสถ ด้วยน้ำหนักของอุโบสถซึ่งหนักประมาณ 1000 ตันจะสามารถกดเสาเข็มเหล็กลงดินได้ เสาเข็มแต่ละท่อนมีความยาวประมาณ 1.00 1.50 เมตรและนำมาต่อกันด้วยการเชื่อมไฟฟ้า เสาเข็มจะถูกกดลงดินด้วยแม่แรงไฮดรอลิกจนได้ระดับความลึกที่สามารถรับน้ำหนักของอุโบสถได้
ความยากในส่วนที่สองนั้นคือการควบคุมและตรวจวัดขณะทำการยกอุโบสถขึ้น การยกอุโบสถขึ้นโดยไม่ให้แตกร้าวจะใช้วิธียกระดับให้สูงขึ้นเท่าๆกันทุกตำแหน่ง เนื่องจากอิฐก่อที่มีสภาพเก่าเช่นนี้พร้อมจะแตกร้าวได้ง่ายขณะยกจึงต้องใช้เครื่องมือตรวจวัดทางอิเลคโทรนิกผสมกับการตรวจวัดพื้นฐานที่สามารถบ่งบอกความเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ทันที
ปัจจุบันการเตรียมการต่างๆได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนที่จะทำการยกอุโบสถขึ้นแล้ว ทางวัดได้กำหนดฤกษ์ยามในการยกอุโบสถไว้วันที่ 9 กรกฎาคม 2554 โดยจะมีพิธีทางสงฆ์เพื่อเป็นสิริมงคลเวลา 9.00 น. กำหนดการในการยกจนแล้วเสร็จประมาณ 10 วัน มีการทำบุญทุกวันจนแล้วเสร็จ ท่านผู้ที่สนใจเข้าชมงานทางด้านวิศวกรรมที่นำมาประยุกต์ใช้ยกอุโบสถเก่าแก่ถึง 459 ปีหรือผู้มีจิตศรัทธาอยากร่วมทำบุญกราบไหว้องค์หลวงพ่อใหญ่เพื่อขอพร ขอเรียนเชิญที่วัดแก้วฟ้าในวันและเวลาดังกล่าว
|
 |
อุโบสถวัดแก้วฟ้าอายุ 459 ปี สร้างในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อใหญ่ที่เล่าลือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ช่วงหน้าน้ำระดับน้ำจะท่วมสูงถึง 50 เซนติเมตร จากระดับทางเดินโดยรอบอุโบสถ |
 |
เตรียมการเจาะผนังอิฐก่อเพื่อทำแนววงโค้งตัวถ่ายแรง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขยับตัวของอิฐก่อของผนังด้านบน |
 |
ลักษณะการถ่ายแรงภายในผนังภายหลังจากทำวงโค้ง อิฐก่อทุกก้อนจะยังคงรับน้ำหนักแรงกดโดยไม่บิดตัวหักงอ เป็นการเปลี่ยนทิศทางของแรงไปยังตำแหน่งที่ต้องการ |
 |
ขณะติดตั้งเสาเข็มเหล็กใต้แนวผนังอิฐก่อด้วยแม่แรงไฮดรอลิก |
 |
อุโบสถทั้งหลังวางอยู่บนเสาเข็มที่ติดตั้งแล้วเสร็จ และอยู่ในสภาพที่พร้อมจะยก |